|
ที่มา http://www.nstda.or.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=1189&Itemid=66
เอ็มเทคเปิดตัว "ฟิล์มโพลีเทคพลาสติก" ช่วยเกษตรกรเพิ่มมูลค่าผลผลิต ต้านผลกระทบโลกร้อน
|
|
• ฟิล์มโพลีเทคพลาสติก’ คลุมโรงเรือน
เพิ่มประสิทธิภาพในการลดความร้อนได้ 3 องศาเซลเซียส
ช่วยให้แสงกระจายทั่วถึง และป้องกันรังสียูวี และรังสีต่างๆ
ที่ไม่พึงประสงค์
• หากไทยสามารถผลิต ‘ฟิล์มโพลีเทคพลาสติก’ ได้เองในประเทศ
จะถูกกว่าฟิล์มพลาสติกที่นำเข้าถึง 75%
ช่วยให้เกษตรกรไทยเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต
และสร้างรายได้เพิ่ม
• เอ็มเทคตั้งเป้าวิจัยพัฒนาให้เป็น ‘โพลีเทคพลาสติกอัจฉริยะ’ (Smart PolyTech Plastic) ในปี 2552
กรุงเทพฯ (14 ตุลาคม 2551) – ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
(เอ็มเทค) ภายใต้สำนักงาน-พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ประกาศความก้าวหน้าในการพัฒนา ‘ฟิล์มโพลีเทคพลาสติกสำหรับคลุมโรงเรือน’ ที่มีคุณสมบัติใหม่พิเศษสามารถลดความร้อนได้ 3 องศาเซลเซียส ซึ่ง
จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน นอกเหนือไปจากคุณสมบัติต่างๆ
ในพลาสติกคลุมโรงเรือนต้นแบบแบบเดิม อาทิ
ป้องกันการส่องผ่านของรังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี)
ฟิล์มโพลีเทคพลาสติกนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรให้กับเกษตรกร
โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และมูลนิธิโครงการหลวง
รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการ ศูนย์เอ็มเทค
ซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งไม่นานมานี้ เปิดเผยว่า
ศูนย์เอ็มเทคได้ทำการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้เป็น
‘ฟิล์มโพลีเทคพลาสติก’
โดยมุ่งหมายให้สามารถทดแทนการนำเข้าฟิล์มพลาสติกที่มีราคาแพงจนเกษตรกรไทย
ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการเกษตรขั้นสูงนี้ได้
“ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีเพื่อการผลิตฟิล์มโพลีเทคพลาสติกได้เองในประเทศแล้ว และเราสามารถผลิตได้ถูกกว่าฟิล์มพลาสติกนำเข้าถึง 75% ซึ่ง
จะช่วยให้เกษตรกรนับแสนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่นี้ได้มากขึ้น
ตลอดจนช่วยเพิ่มมูลค่าของของผลผลิตทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ
รวมทั้งเพิ่มทางเลือกที่จะปลูกพืชผักผลไม้ได้หลากหลายขึ้น เช่น
สามารถเลือกปลูกผักผลไม้บางชนิดที่ชอบอุณหภูมิต่ำ
อันจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร” รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว
“นอกจากนี้ การที่เกษตรกรสามารถปลูกพืชผักและผลไม้บางชนิดนอกฤดูกาลได้
จะทำให้เกษตรกรมีโอกาสที่จะขายผลผลิตได้ในราคาสูงกว่าปกติถึง 2-3 เท่า”
รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว
“ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกพืชประเภทผักและผลไม้ประมาณ 1.24 ล้านไร่
ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่แค่เพียงประมาณ 650 ไร่ที่ปลูกภายใต้โรงเรือน
(กรีนเฮาส์) แต่หากมีการนำฟิล์มพลาสติกนี้มาใช้
จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับเกษตรกรอีกมาก
เนื่องจากมูลค่าการส่งออกและบริโภคในประเทศของพืชประเภทผักและผลไม้ของไทยมี
อยู่ทั้งสิ้นประมาณ 36,500 ล้านบาท ซึ่งหากฟิล์มพลาสติกนี้ได้มีการนำไปใช้
จะช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิตให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้รวมทั้งสิ้นกว่า
10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้
เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำการส่งออกกล้วยไม้เมืองร้อนเป็นอันดับ
หนึ่งของโลก โดยในปี 2550 ประเทศไทยมีสัดส่วนในตลาดกล้วยไม้ทั่วโลกถึง 35%
และมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ของไทยประมาณ 2,500 ล้านบาท
หากฟิล์มโพลีเทคพลาสติกนี้สามารถผลิตออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว
เรามีศักยภาพจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับประเทศได้อีกกว่าพันล้านบาท”
รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว
ดร.จิตติ์พร เครือเนตร นักวิจัยของศูนย์เอ็มเทค
หัวหน้าทีมโครงการวิจัยพัฒนาโพลีเทคพลาสติก กล่าวว่า
จากการสนับสนุนของมูลนิธิโครงการหลวงเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของฟิล์มโพลีเท
คพลาสติกภายในโรงเรือน พบว่า
โพลีเทคพลาสติกช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนได้ถึง 3 องศาเซลเซียส
เมื่อเทียบกับโรงเรือนที่ใช้พลาสติกทั่วไป
ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดกับการออกดอกผลของพืชหลายชนิดที่ปลูก
ในโรงเรือนเพาะชำ และยังช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นอีกด้วย
“คุณสมบัติใหม่ในการลดความร้อนนี้มีความสำคัญอย่างมาก
โดยเฉพาะจะเหมาะกับประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน อีกทั้ง
ปัญหาโลกร้อนส่งผลให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนเพาะชำโดยทั่วไปสูงเกินไป
ทำให้พืชผลเสียหาย ส่งผลให้ผลผลิตลดน้อยลง
และเกษตรกรในภาคอีสานซึ่งต้องเผชิญกับปัญหานี้มากเป็นพิเศษ”
ดร.จิตติ์พรกล่าว
ดร.จิตติ์พร กล่าวว่า
ปัจจุบันพลาสติกที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันต้องนำเข้ามาจากประเทศอิสราเอล
ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน แต่ก็มีราคาแพงมาก
ซึ่งทำให้เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้
“ปกติแล้วหากนำเข้าพลาสติกชนิดไฮเทคสำหรับคลุมโรงเรือนที่คุณสมบัติใกล้
เคียงกันกับโพลีเทคพลาสติก จะมีราคาแพงกว่าประมาณ 4 เท่า”
นอกจากจะสามารถลดปริมาณการแผ่รังสีความร้อนที่เข้าสู่โรงเรือนเพาะชำแล้ว
โพลีเทคพลาสติกยังสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด
เพื่อช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีกว่า
โดยลดหรือกันช่วงรังสีที่มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่ให้ผ่านเข้าไป
ในโรงเรือนได้อีกด้วย
ดร.จิตติ์พร เปิดเผยว่า
“การตัดรังสีบางช่วงออกไปยังช่วยป้องกันโรคพืชบางชนิดที่อาศัยช่วงรังสีดัง
กล่าวในการแพร่ระบาด ไม่เพียงแต่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสมบูรณ์กว่า
และในปริมาณที่มากขึ้นเท่านั้น
แต่ยังจะช่วยลดปริมาณการใช้ยาปราบศัตรูพืชในโรงเรือนได้ประมาณ 80%”
ดร.ธนศาสตร์ สุขศรีเมือง นักวิจัยของศูนย์เอ็มเทค หนึ่งในทีมวิจัยโพลีเทคพลาสติก กล่าวว่า “คุณสมบัติ
ใหม่พิเศษอีกประการหนึ่งของโพลีเทคพลาสติกที่ทีมวิจัยเพิ่งค้นคว้าได้สำเร็จ
ก็คือ
โพลีเทคพลาสติกสามารถควบคุมสัดส่วนช่วงรังสีของแสงที่จะส่องผ่านเข้าไปในโรง
เรือนได้
ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณประโยชน์พิเศษทางด้านโภชนาการในพืชและสมุนไพรได้ เช่น
ทำให้พริกมีรสเผ็ดขึ้น ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในสมุนไพรบางชนิด
หรือช่วยเพิ่มปริมาณวิตามิน และทำให้รสชาติของผลไม้บางชนิดดีขึ้น เช่น
สตรอเบอร์รี่ โดยท้ายที่สุดแล้ว
นอกจากจะช่วยเกษตรกรปรับปรุงคุณภาพพืชผลที่เพาะปลูกแล้วนั้น
ยังช่วยให้พืชผักผลไม้ที่ปลูกในเมืองไทยสามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นในตลาด
โลก ทั้งในด้านรสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ”
ดร.ธนศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากนี้
ทางทีมวิจัยได้เพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายแสงภายในโรงเรือนเพาะชำที่คลุม
ด้วยโพลีเทคพลาสติกให้ดีกว่าเดิม
เพื่อให้ปริมาณแสงส่องเข้าไปในโรงเรือนกระจายครอบคลุมพืชทุกต้นในระดับที่
เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าพืชจะอยู่จุดไหนของโรงเรือน
แม้ในสภาพอากาศที่มืดครึ้มก็ตาม
ซึ่งคุณสมบัติการกระจายแสงนี้จะทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
ฟิล์มโพลีเทคพลาสติกเป็นผลงานจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา
5 ปี ซึ่งเริ่มต้นจากเทคโนโลยีพลาสติกต้นแบบยุคแรกๆ
ที่มีคุณสมบัติเพียงสามารถกรองรังสีอัลตราไวโอเลต (รังสียูวี) ได้เท่านั้น
และได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้วทั้งสิ้น 3 สิทธิบัตร
ดร.ธรรมรัตน์ ปัญญธรรมาภรณ์ นักวิจัยของศูนย์เอ็มเทค
และหนึ่งในทีมวิจัยโพลีเทคพลาสติก กล่าวว่า ชั้นโอโซนที่บางลง
ทำให้เกิดการแผ่กระจายของรังสียูวี-บีมากขึ้น
“พืชผักผลไม้ และไม้ดอกต่างๆ ซึ่งเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
ก็ได้รับผลเสียหายจากรังสียูวี-บีที่ส่องเข้ามามากขึ้น เช่นเดียวกับมนุษย์
รังสียูวี-บี ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ
โดยการทำลายกระบวนการเมตาโบลิซึม (กระบวนการเผาผลาญ) ภายในเซลล์
รวมทั้งยับยั้งการทำงานเอนไซม์ ทำลายโครงสร้างของเมมเบรน (เยื่อของพืช)
และก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ” ดร. ธรรมรัตน์กล่าว
ตั้งเป้าพัฒนาพลาสติกอัจฉริยะสำเร็จในปี 2552
ดร.จิตติ์พร กล่าวว่า ก้าวสำคัญขั้นต่อไปของทีมวิจัยนี้คือ
ตั้งเป้าพัฒนาโพลีเทคพลาสติกให้เป็น “โพลีเทคพลาสติกอัจฉริยะ” (Smart
PolyTech Plastic) ภายในปี 2552
ซึ่งจะเป็นพลาสติกที่มีคุณสมบัติล้ำหน้าสำหรับใช้ในโรงเรือนเพาะชำ
โดยในขณะนี้โพลีเทคพลาสติกสามารถจะคัดเลือกช่วงแสง
และกันรังสีอันตรายไม่ให้ผ่านเข้าสู่เรือนเพาะชำได้
พร้อมกับลดอุณหภูมิความร้อนลง แต่
โพลีเทคพลาสติกอัจฉริยะจะไม่เพียงแต่สามารถจะคัดเลือกช่วงแสง
และกันรังสีอันตรายออกไปเท่านั้น
แต่สามารถที่จะแปรรังสีดังกล่าวให้เป็นรังสีที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโต
ของพืชแทน”
ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ
รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า
โพลีเทคพลาสติกได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศูนย์เอ็มเทค สวทช.
ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโครงการหลวง
และบริษัทเอกชน
“นี่คือตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิจัย
และพัฒนาของรัฐอย่างเอ็มเทค ภายใต้ สวทช. และสถาบันการศึกษา เช่น
มหาวิทยาลัยนเรศวร
เพื่อนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
ตลอดจนระดมทรัพยากรของภาคเอกชนมาสร้างผลงานที่สอดคล้องกับความต้องการภาค
เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการแพทย์”
รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า บริษัท ควอลิตี้ แพคพริ้นติ้ง 2000 จำกัด
เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และเทคนิคการปฏิบัติงานแก่ทีมงานวิจัยโพลีเทคพลาสติกที่
ใช้ทำฟิล์มพลาสติกเพื่อการทดสอบ
ดร. อุทัย วิชัย อาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า
คณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมวิจัยเพื่อสังเคราะห์วัสดุสำหรับ
ลดรังสีความร้อน ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนาโพลีเทคพลาสติก
เพิ่มศักยภาพของเทคโนโลยีในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าพลาสติกซึ่งมีราคาแพง
รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ศูนย์เอ็มเทค
ในฐานะศูนย์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาวัสดุและโลหะ
กำลังทำงานวิจัยในโครงการอื่นๆ
เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถผลิตวัสดุที่มีสมบัติ
พิเศษอื่นๆ ทดแทนวัสดุนำเข้าที่มีราคาแพง
“โครงการวิจัยหนึ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้แก่การพัฒนาเครื่องต้นแบบ
(Prototype) สำหรับการผลิต แขนขาเทียม และอวัยวะเทียมอื่นๆ นอกจากนี้
เรายังกำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยพัฒนาวัสดุที่มีสมบัติพิเศษที่สามารถใช้
แทนกระดูก รวมทั้งฟันปลอม” รศ. ดร. วีระศักดิ์ กล่าว
รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า
เอ็มเทคประสบความสำเร็จในการพัฒนารากฟันเทียมที่ผลิตได้ภายในประเทศ
ซึ่งสามารถใช้แทนของนำเข้า
และช่วยให้คนไข้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีรากฟันเทียมได้มากขึ้น ทั้งนี้
รากฟันเทียมนำเข้ามีราคาประมาณตัวละ 15,000 บาท
ในขณะที่รากฟันเทียมผลิตในประเทศมีราคาเพียงตัวละ 5,000 บาท
ศูนย์เอ็มเทคมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนาทั้งสิ้น 127
โครงการ และมีบุคลากรปฏิบัติงาน ประกอบด้วยนักวิจัย วิศวกร
และนักวิทยาศาสตร์รวมทั้งสิ้น 345 คน
สวทช. เป็นองค์กรชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย
โดยมีเอ็มเทคเป็นหนึ่งในศูนย์แห่งชาติซึ่งปฏิบัติงานภายใต้ สวทช.
ศูนย์เอ็มเทคมุ่งทำงานวิจัยพัฒนา และทำวิจัยร่วมกับกระทรวงต่างๆ ภาครัฐ
สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนต่างๆ
เพื่อที่จะพัฒนาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุต่างๆ
เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ได้หลากหลายยิ่งขึ้น หรือใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ
และทำให้มีวัสดุที่ใช้งานได้ดียิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน
# # #
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
สวทช.: พินทิพย์ เอี่ยมนิรัตน์ โทรศัพท์ 02-564 7000 ต่อ 1466
หรือ บริษัท บางกอก พับบลิค รีเลชั่นส์ จำกัด: พรวดี สถิตยางกูร หรือ ปานตา พูนทรัพย์มณี
โทรศัพท์ (02) 664 9500 ต่อ 117 หรือ 116 โทรสาร (02) 664 9515
ชมคลิปวีดิโอได้ที่นี่
รายการจับเงินชนทอง โมเดิร์น 9
รายการ Morning Talk สถานีโทรทัศน์ NBT
สำนักงานข่าวไทย (วิทยุ)